มละบริ ผู้มีทักษะฝีมือในการดำรงอยู่กับป่า

อดีตคือชนเผ่าเร่ร่อนหาของป่าในนาม "ตองเหลือง"

มละบริ เป็นชนพื้นเมืองของไทยทางภาคเหนือ เดิมมีชื่อที่รู้จักกันในชื่อ “ผีตองเหลือง” ถูกบันทึกว่าเป็นชนเผ่าเร่ร่อนล่าสัตว์หาของป่าในพื้นที่จังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ในเขตรอยต่อของ 3-4 อำเภอคือ อำเภอร้องกวาง อำเภอสอง จังหวัดแพร่ และอำเภอเวียงสา อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

ชุมชนมละบริ การลงหลักปักฐานถาวร

ปัจจุบันมีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านหรือชุมชนถาวร

การเปลี่ยนผ่านมาสู่ชีวิตการลงหลักปักฐานยังเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังคงไม่เสร็จสิ้นสมบรูณ์ ผ่านมาหลายทศวรรษเป็นการพัฒนาโดยภายนอก ต่อไป มละบริต้องเตรียมความพร้อมและพัฒนาด้วยตนเอง

ประชากร และความเสี่ยง

ต้นแบบโครงสร้างพันธุกรรมเก่าแก่ของมนุษยชาติ

มละบริเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มองโกลอยด์ดั้งเดิม เป็นต้นแบบของไมโทคอนเดรียแอโปลไทป์ที่พบในประชากรอื่นๆ ในภูมิภาคที่ใกล้เคียงกัน การยังคงรักษาโครงสร้างทางพันธุกรรมเฉพาะของกลุ่มตนเองไว้ได้ โดยไม่มีการปะปนกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นจากการแต่งงานข้ามเผ่า ประชากรจึงมีน้อย

มละบริเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มองโกลอยด์ดั้งเดิม เป็นกลุ่มเร่ร่อนไม่ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแห่ง เดิมมีถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดสายยะบุรี ประเทศลาว ต่อมาเริ่มอพยพไปอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น แถบภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ แถบภูกระดึง จังหวัดเลย และตามป่าบนดอยสูงทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยการอพยพจากจังหวัดสายะบุรีเข้าสูประเทศไทยมีขึ้นประมาณราวหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา นักภาษาศาสตร์ได้จัดให้ชนชาวมละบริไว้ในกลุ่มที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติค สาขามอญ-เขมร กลุ่มย่อยขมุอิค 

ผู้มีภูมิปัญญาเอาตัวรอดอยู่กับป่าได้อย่างมืออาชีพ

ตามประวัติศาสตร์ที่ถูกค้นคว้าและบันทึกเรื่องราวของชนเผ่าพื้นเมืองมละบริไว้นั้น ไม่มีการยืนยันเป็นที่แน่ชัดได้ว่า มละบริมีการเคลื่อนย้ายมาจากที่ใดก่อนที่จะมาปรากฏตัวและถูกบันทึกไว้ ณ พื้นที่ป่ารอยต่อของจังหวัดแพร่และน่านในปัจจุบันที่เผยแพร่และรู้จักกันแพร่หลายมากขึ้น เท่าที่สามารถสืบค้นได้นั้นมีการบันทึกเรื่องราวการค้นพบมละบริในป่าแถบเทือกเขาที่ทอดตัวจากภาคเหนือฝั่งตะวันออกไปยังภาคอีสานและประเทศลาว  และจึงมีความเป็นไปได้ว่าชนเผ่าพื้นเมืองมละบริไม่ใช่กลุ่มคนอพยพและถูกเกณฑ์จากเชลยศึกสงครามเมื่อครั้งสมัยโบราณนานมาแล้ว แต่พวกเขาคือกลุ่มคนที่อยู่กับป่า ทำมาหากินด้วยการท่องป่าเพื่อหาอาหารในพื้นที่ป่าเขาแถบภาคเหนือจรดอีสาน เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองมานิในภาคใต้

ตามประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวการค้นพบมละบริในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน รวมถึงฝั่งประเทศลาว ต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าพื้นที่ป่าและเทือกเขาทางภาคเหนือฝั่งตะวันออก ไล่จากเทือกเขาหลวงพระบางที่ปันเขตพรหมแดนไทยและลาวจากเชียงรายจรดจังหวัดเลย เทือกเขาผีปันน้ำที่พาดผ่านเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและป่าดงดิบในอดีตเป็นเส้นทางการท่องป่าทำมาหากินของชนเผ่าพื้นเมืองมละบริอย่างกว้างขวาง ดังที่มีการบันทึกค้นพบกับมละบริตั้งแต่จังหวัดชัยภูมิ เลย  อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เรื่อยมาถึงจังหวัดเชียงราย แพร่ และน่าน และแขวงไชยะบุรี เหล่านี้เป็นการยืนยันถึงการเคลื่อนย้ายไปตามแหล่งอาหารของชนเผ่าพื้นเมืองมละบริในอดีตได้เป็นอย่างดี การสืบทอดภูมิปัญญาและองค์ความรู้การอยู่ร่วมกับป่า และการเรียนรู้เพื่อเอาตัวรอดจากป่าจึงเป็นเรื่องราวที่น่าสืบค้น